วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

คุณหมอ 5 บาท รศ.นพ.สภา ลิมพาณิชย์การ

            
               การทำความดีไม่มีเกษียณอายุ  ทุกคนสามารถเริ่มทำดีตั้งแต่เกิดจนตาย"  คำกล่าวถึงเรื่องการทำดีของ รศ.นพ.สภา  ลิมพาณิชย์การ  คุณหมอใจดีผู้เปิดคลินิก "แพทย์สภา" รับรักษาคนป่วยที่คิดค่ารักษาในราคาแสนประหยัดเพียง 5-70 บาท โดยเริ่มต้นเก็บเงิน 5 บาท สำหรับคนไข้ที่ปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้หวัด  หากไม่มีเงินจริงๆ  ก็ไม่คิดเงิน หรือถ้ามีไม่พอให้เท่าไหร่ก็เท่านั้น จนเป็นที่มาของฉายา "หมอ 5 บาท"
          ปัจจุบัน คุณหมอสภามีอายุ  75  ปี แม้ว่าจะเกษียณอายุมาแล้ว 15 ปี แต่ด้วยความรักในวิชาชีพและความมีมนุษยธรรมอันเปี่ยมล้น คุณหมอสภาจึงไม่ยอมเกษียณตัวเองออกจากหน้าที่ ทั้งการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโรงเรียนเวชนิทัศน์  หน่วยงานในสถานเทคโนโลยีการศึกษาแพทย์ศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล คุณหมอจะเดินทางมาทำงานที่ศิริราชตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์   จนถึง 5 โมงเย็น ก่อนจะขับรถไปเปิดคลินิกที่ซอยระนอง 1 ถนนพระราม 5 ปิดวันเสาร์และเปิดวันอาทิตย์
         
          รศ.นพ.สภา  เปิดคลินิกมาตั้งแต่ พ.ศ.2507 โดยรับรักษาโรคทั่วไป จะเก็บเงินเฉพาะค่ายาและเวชภัณฑ์เท่านั้น  โดยไม่คิดค่าวินิจฉัยโรค  แต่ถ้าหากคนไข้ไม่มีเงินจริงๆ ก็ไม่คิดเงิน หรือหากมีไม่พอจะให้เท่าไหร่ก็ได้  เพราะรู้สึกเห็นใจคนไข้ และไม่ต้องการให้ไปซื้อยารับประทานเอง ตามความเคยชินของคนไทยที่มักจะไปร้านขายยาโดยไม่มีใบสั่งแพทย์  ผลเสียคือ  ผู้ป่วยจะไม่รู้ว่าตนเองแพ้ยาชนิดนั้นหรือไม่ และจะทำให้ดื้อยาอีกด้วย

         "ผมจะแนะนำคนไข้ว่า ควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างถึงจะหายป่วย  บางทีก็ต้องบังคับให้คนไข้เชื่อฟัง  เพราะจับได้ว่ากินยาไม่ครบ  เลยต้องกำชับให้กินตามคำสั่ง ที่ผ่านมายังไม่มีผู้ป่วยได้ยาจากผมแล้วมีอาการดื้อยาหรือแพ้ยา  และจะให้ยากินไป  2 วันเท่านั้น เพราะไม่ต้องการให้เอายาไปทิ้งขว้าง เวลาจ่ายยาจะถามก่อนว่า มียาอะไรเหลืออยู่ที่บ้าน จะได้ไม่ให้ยาซ้ำกัน"

          ที่น่ายกย่องคือ  คุณหมอสภาไม่เคยคิดถึงผลประโยชน์ว่าจะกำไรหรือขาดทุน  เพราะมองว่าไม่ได้ลงทุนสูงเท่าคลินิกอื่นๆ  มีค่าใช้จ่ายแต่เพียงตัวยาเท่านั้น ที่จะสั่งซื้อจากบริษัทที่ได้ลิขสิทธิ์มาผลิตยาในไทย  เวลาสั่งซื้อแต่ละครั้งจะสั่งจำนวนมากๆ ซึ่งได้ราคาถูก ประหยัดเงินได้มาก  แม้ในช่วงหลังๆ  สั่งซื้อยาจำนวนน้อยลง  แต่บริษัทผลิตยาก็ยังขายในราคาเดิมเป็นการช่วยเหลือกัน  เพราะทราบว่าคุณหมอไม่ได้ทำธุรกิจหวังผลกำไร แถมยังต้องถอนเงินบำนาญส่วนตัวมาเป็นค่าซื้อยาให้คนไข้คลินิก ซึ่งคิดราคาตั้งแต่ 5-70 บาท

         "ผมไม่คิดว่า สิ่งที่ทำไปนั้นเป็นการช่วยเหลือ แต่ผมทำตามหน้าที่ของแพทย์ต่อคนไข้ เราก็ต่างเป็นคนไทยด้วยกัน  เวลาคนไข้มาหา ผมยังคิดว่าเป็นญาติพี่น้องกัน คุยกันได้ทุกเรื่อง เมื่อเรามีพอกินพอใช้  ก็แบ่งปันกัน  ไม่เคยคิดเรื่องทรัพย์สินเงินทอง ว่าต้องสูญเสียไปมากน้อยเท่าไหร่ ถ้าเห็นคนไข้หายดี ก็ทำให้ผมมีความสุขแล้ว"

          คุณหมอท่านนี้ยังกล่าวถึงเรื่องทำดีไว้ด้วยว่า  เมื่อเราเกิดมาก็สามารถทำดีได้ตลอดเวลาจนกระทั่งไม่มีเรี่ยวแรงจะทำ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ก็ทำให้ผู้คนในสังคมนึกถึงตัวเองมากขึ้น  การช่วยเหลือกันน้อยลง  มุ่งแต่จะเอาตัวเองให้รอดก่อน  สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ ก็มีส่วนทำให้คนเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย

          นอกจากนี้  รศ.นพ.สภายังแสดงความคิดเห็นต่อบุคลากรทางการแพทย์รุ่นใหม่ ที่กำลังจะก้าวเข้ามาทดแทนคลื่นลูกเก่าว่า  การทำความดีไม่สามารถบอกให้ทำกันได้ว่าทำอย่างไร  แต่เราสามารถเริ่มต้นกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างได้  ดังนั้น นักศึกษาแพทย์ควรเรียนรู้จิตใจและวิถีปฏิบัติของคุณหมอท่านนี้ ไว้เป็นต้นแบบของผู้กระทำประโยชน์ต่อสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทน

         "สังคมไทยข้างหน้าจะขาดแคลนบุคลากรที่จะเป็นอาจารย์แพทย์  เพราะปัจจุบันมีแพทย์ที่สนใจจะทำงานในสถาบันศึกษาน้อยลง  เพราะการเป็นอาจารย์ต้องเสียสละเวลา ที่จะถ่ายทอดความรู้  เอาใจใส่ในการสอน  มุ่งมั่นที่จะศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม  ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นอาจารย์สอนได้ ขึ้นอยู่กับทักษะการถ่ายทอดความรู้ให้นักศึกษา รวมทั้งความรักในอาชีพแพทย์เป็นสิ่งสำคัญ   อีกทั้งยังไม่มีเวลาเปิดคลินิกส่วนตัว หารายได้มากเท่ากับแพทย์เฉพาะทาง" คุณหมอ  5 บาทกล่าว

          การกระทำของคุณหมอสภา ไม่เคยทวงบุญคุณ ไม่เคยประกาศยกย่องตัวเอง ว่าเป็นผู้กล้า วีรบุรุษที่เสียสละให้ชาติบ้านเมือง  แต่ไม่คิดว่าเป็นเพราะอุดมการณ์ใดๆ  แต่มาจากจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ ผู้ที่คิดว่าเกิดมาแล้วควรทำเพื่อผู้อื่น.



   อ้างอิง : http://www.mosothai.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น